HOt

สนใจลงโฆษณา ติดต่อ 089-303-7420
Facebook:
LINE: 0893037420

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564

รองผวจฯรับตัวแล้ว"ด.ช.อ้วน"หนัก200กิโลเข้ารักษาในรพ.ฯยอดบริจาคทะลุกว่าล้านบาท


 เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 64 ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี
(คลองเจ็ด) ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี  นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เปิดเผยว่า 
เช้าวันนี้ ได้ประสานทางนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ช่วยน้องอ้วนอายุ 13 ปีน้ำหนัก 200 กิโลกรัม พิการเป็นออทิสติก พูดไม่ได้ และเป็นที่น่าเวทนาเวลานอนต้องนั่งหลับ อีกทั้งทางบ้านฐานะยากจน น้องอ้วน เป็นเด็กน่าสงสาร แม่เสียชีวิตป่วยมะเร็งไปตั้งแต่น้องอ้วนอายุได้ 3 ขวบ พ่อมีครอบครัวใหม่นานครั้งจะมาหา มีตากับยายเลี้ยงดูล่าสุดยายเพิ่งมาเสียชีวิตไปอีกคน จึงมีเพียงคุณตาอายุ 80 ปีดูแลหลานชายด้วยความยากลำบาก จึงร้องมายังมูลนิธิฯขอความช่วยเหลือรักษาน้องอ้วนหลานชาย 

 โดยทางนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ได้มอบหมายให้นายปรีชา เดชพันธุ์ รองผู้ว่าฯ นครสวรรค์ พร้อมด้วย เหล่ากาชาดจังหวัดนครสวรรค์ สาธารณสุขอำเภอ นายอำเภอบรรพตพิสัย แม่บ้านมหาดไทย จว.นครสวรรค์ กอ.รมน. จว.นครสวรรค์ จนท.พัฒนาสังคมจังหวัดฯ และบ้านพักเด็กฯ นครสวรรค์ รอง ผอ.รพ.บรรพตพิสัย นายกเทศมนตรี ศูนย์การศึกษาพิเศษ และผู้นำชุมชนลงพื้นที่เยี่ยมน้องอ้วนและครอบครัว ที่บ้านพักในพื้นที่ หมู่ 7 ต.บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ เพื่อบูรณาการให้การช่วยเหลือ


ต่อมาเวลา 12.00 น.วันเดียวกัน หลังหน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่บ้านน้องอ้วนแล้วนางปวีณา ได้โทรศัพท์คุยกับนายปรีชา เดชพันธุ์ รองผู้ว่าฯ นครสวรรค์ ได้รับการสรุปผลการช่วยเหลือ ดังนี้ คือน้องอ้วนจะอยู่ในความดูแลของแพทย์ โดยในช่วงบ่ายของวันนี้ ทางโรงพยาบาลจะพาน้องอ้วน เข้ารับการรักษาที่ รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์  


สำหรับการช่วยเหลือของหน่วยงานต่างๆ มีดังนี้ บ่ายวันที่ 22 เม.ย.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ รับตัวน้องอ้วน เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยขั้นตอนแรกเด็กจะได้รับการดูแลเรื่องสุขภาพ ควบคุมการรับประทานอาหารเพื่อให้น้ำหนักลดลง ขั้นตอนที่ 2 ดูด้านจิตเวช คือ ควบคุมเด็กไม่ให้มีอารมณ์เวลาหิวอาหาร หลังจากได้ลดน้ำหนัก 3.เมื่อควบคุมอารมณ์ได้แล้ว จึงจะให้น้องอ้วน เข้ารับการดูแลจากศูนย์ดูแลออทิสติกของ จว.นครสวรรค์ ส่งนักกายภาพ นักกิจกรรม ช่วยเหลือด้านการกระตุ้น และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน

 สำหรับเงินที่ผู้ใจบุญบริจาคกว่า 1 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือน้องอ้วนนั้นนายปรีชา เดชพันธุ์ รองผู้ว่าฯ นครสวรรค์ ได้มอบหมายให้ทางอำเภอและทางเทศบาลเข้าไปดูแลในเรื่องการเบิกจ่ายเพื่อให้ใช้ประโยชน์ต่อน้องอ้วนสูงสุด

                                 
 นางปวีณา 
หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวว่า ขอบคุณนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าฯนครสวรรค์ และหน่วยงานราชการทุกท่านที่เข้าร่วมบูรณาการช่วยเหลือน้องอ้วน ขอขอบคุณประชาชนทุกท่านที่บริจาคเงินช่วยเหลือให้กับน้องอ้วน โดยโอนเข้าบัญชี นายสำเริง แจ่มประแดง ซึ่งเป็นลุงแท้ๆ ของ ด.ช.อ้วน และเป็นพี่ของแม่น้องอ้วนที่เสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งล่าสุดบ่ายวันที่ 22 เม.ย.64 มียอดบริจาค 1,030,791 บาทและขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้เป็นกระบอกเสียงประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมช่วยเหลือด.ช.อ้วนและช่วยเหลือสังคม

 นางปวีณา กล่าวอีกว่า ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ขอให้ทุกท่านปลอดภัยจากจากโควิด-19 มูลนิธิปวีณาฯ ยังทำหน้าที่ประสานงานช่วยเหลือสังคมอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 081-8140244 ,081-8901355 ,098-4788991, 062-5601636 และสายด่วน 1134 หรือเพจเฟซบุ๊ก มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

 ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่  21 เม.ย. 64 ญาติ ด.ช.อ้วน วัย 13 ปี มีน้ำหนักตัวกว่า 200 กิโลกรัม พิการเป็นออทิสติก พูดไม่ได้ อาศัยอยู่หมู่ 7 ต.บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ขอความช่วยเหลือมายังมูลนิธิปวีณาฯ ทางเพจเฟซบุ๊ก บ้านมีฐานะยากจน และยายที่ดูแล ด.ช.อ้วน ก็มาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 เม.ย.ที่ผ่านมา ขณะนี้มีเพียงตาอายุ 80 ปีและญาติเป็นคนดูแล ด.ช.อ้วน ขอให้มูลนิธิปวีณาฯช่วยเหลือ 

 หลังทราบเรื่องนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี  ได้โทรศัพท์ติดต่อไปยัง นายบุญเลิศ ฉ่ำเสนาะ อายุ 59 ปี ซึ่งเป็นตาเขยของ ด.ช.อ้วน และเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อาศัยอยู่บ้านใกล้กัน นายบุญเลิศ เล่าว่า น้องอ้วนมีชีวิตที่น่าสงสาร แม่ป่วยเป็นมะเร็งสมองเสียชีวิตตั้งแต่น้องอ้วนอายุได้ 3 ขวบ พ่อไปมีครอบครัวใหม่ แต่ก็ยังแวะมาหาลูกบ่อย ๆ ส่วนตากับยาย คือนายเฉลียว แจ่มประแดง อายุ 80 ปีและนางสายทิ้ง วรรณกูล อายุ 74 ปี ทั้งสองเป็นคนเลี้ยงน้องอ้วนมาตั้งแต่เล็กๆ รักหลานมากแม้หลานจะเป็นใบ้และเป็นออทิสติกก็จะคอยดูแลหลานไม่ให้คลาดสายตาตั้งแต่เล็กจนโต กระทั่งยายมาเสียชีวิต จากไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ ทำให้น้องอ้วนมีอาการซึมเศร้าอย่างยิ่ง

 นายบุญเลิศ เล่าอีกว่า น้องอ้วนช่วงประมาณ 4 ขวบ ก็เริ่มอ้วนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทุกคนก็มองว่าเป็นเรื่องของเด็กที่กินเยอะ กระทั่ง 3-4 ปี ที่ผ่านมา น้องอ้วนน้ำหนักตัวจะขึ้นเร็วและอ้วนขึ้นมาก แต่ละมื้อน้องอ้วนจะกินข้าว 2 จานโตๆ กินนมวันละ 4-5 กล่อง และกินขนมประจำ เวลาที่น้องอ้วนหิวถ้าใครหาให้กินไม่ทันใจก็จะเอะอะอาละวาด ตายายก็ได้พาไปพบแพทย์และรักษาอาการทางจิตเวชอยู่โดยใช้สิทธิบัตรทอง และบัตรคนพิการ  ทุกวันนี้น้องอ้วนจะนอนเหมือนคนทั่วไปไม่ได้ ต้องนั่งหลับเพราะหายใจติดขัด เดินได้ในระยะสั้นๆ เหนื่อยง่าย เสื้อผ้าไซส์ใหญ่ที่สุดก็ใส่ไม่ได้แล้ว ต้องนำเสื้อตัวใหญ่ๆ 2 ตัว แบบผ้ายืดมาตัดเย็บต่อกันจึงจะใส่ได้ แต่น้องอ้วนจะไม่ชอบใส่เสื้อผ้าเพราะบ่นร้อนและมักนำสายยางมาฉีดน้ำใส่ตัวอยู่เป็นประจำ เวลาที่จะพาไปหาหมอจิตเวชน้องอ้วนก็นั่งในรถไม่ได้ ต้องนั่งท้ายกระบะ ซึ่งตอนหลังน้องอ้วนก็จะไม่ยอมไปหาหมอเพราะขึ้นรถลำบาก

 นายบุญเลิศ เล่าต่ออีกว่า เรื่องโรคอ้วน น้องอ้วนยังไม่ได้ไปรับการรักษาที่ไหนเพราะครอบครัวยากจนอาชีพทำไร่ทำนา และรับจ้างทั่วไป มีลุงของน้องอ้วน 2 คน ที่คอยหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว รายได้ไม่แน่นอนเพราะอาชีพรับจ้างก็ไม่มีงานทุกวัน และช่วง 5 เดือนหลังมานี้ นางสายทิ้ง ยายของน้องอ้วน ป่วยเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบต้องเข้าออกโรงพยาบาลครอบครัวจึงเดือดร้อน บางครั้งเงินไม่พอต้องหยิบยืมญาติพี่น้องมาใช้จ่าย ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยส่งน้องอ้วนไปรักษาด้วย เพราะเด็กอ้วนมากเกรงว่าโรคจะรุมเร้าและเป็นอันตราย  https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_6356505

                            

                  

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น